ซีอีโอลิเวอร์พูลเตรียมลาทีม

Getty Images

   ปีเตอร์ มัวร์ ประธานบริหาร ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมที่จะต้องแยกทางกับทีมหลังหมดเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่ผู้บริหารของ "หงส์แดง" ตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญากับเขา

    มัวร์ เข้ามาเป็นซีอีโอของทีมต่อจาก เอียน แอร์ เมื่อปี 2017 และการดำเนินงานของเขาก็มีส่วนทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกด้วย หากอ้างอิงจาก แบรนด์ ไฟแนนซ์ หน่วยงานด้านการประเมินมูลค่าขององค์กรต่างๆ หลังจากที่ล่าสุดมูลค่าของ ลิเวอร์พูล แตะหลัก 1.143 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 45,720 ล้านบาท) โดยที่ มัวร์ ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นแฟนบอลตัวยงของ ลิเวอร์พูล เช่นกัน

    ทั้งนี้ มัวร์ กล่าวผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ลิเวอร์พูล ว่าที่จริงไม่เคยฝันมาก่อนด้วยซ้ำว่าจะประสบความสำเร็จกับทีมได้ถึงขนาดนี้ และตนก็จะจดจำความทรงจำที่สร้างร่วมกับ ลิเวอร์พูล ไปตลอดกาล "มันเหนือกว่าความฝันที่ผมฝันเอาไว้ซะอีกที่เราได้ทั้งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และ พรีเมียร์ลีก ในช่วงที่ผมทำงานร่วมกับทีม มันเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมของผู้จัดการทีม, นักเตะ และเหล่าสตาฟฟ์ ทีมชุดนี้สมควรได้รับคำชมและการยกย่องอย่างเต็มที่ ผมจะจดจำความทรงจำเหล่านี้ไปตลอดกาล"

    สำหรับคนที่จะเข้ามารับงาน ซีอีโอ ลิเวอร์พูล ต่อจาก มัวร์ ได้แก่ บิลลี่ โฮแกน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการที่เป็นกำลังสำคัญในการปรับปรุงฝ่ายการตลาดของ ลิเวอร์พูล และมีส่วนทำให้ทีมได้เซ็นสัญญากับสปอนเซอร์หลายเจ้า โดยว่ากันว่าเขาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเจรจากับ ไนกี้ จนทำให้บริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกเซ็นสัญญาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้กับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งข้อเสนอนี้จะทำให้ทีมดังแห่งถิ่น แอนฟิลด์ ได้รับเงินจาก ไนกี้ ปีละ 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) เลยทีเดียว

    ด้าน โฮแกน เผยว่ารู้สึกเป็นเกียรติสุดๆ ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญระดับนี้ "หลังจากได้รับเกียรติให้ทำงานร่วมกับสโมสรแห่งนี้มานานเกิน 8 ปีแล้วน้น ผมก็ถือว่ามันเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้เป็นประธานบริหารของทีม และจะได้สานต่องานอันยอดเยี่ยมที่ทุกคนในองค์กรทำร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ ผมขอขอบคุณ จอห์น (ดับเบิ้ลยู เฮนรี่), ทอม (เวอร์เนอร์) และ ไมค์ (กอร์ดอน) สำหรับโอกาสในครั้งนี้ที่ทำให้ผมได้นำองค์กรเข้าสู่ช่วงต่อไปของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น"